วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

" ไลฟสไตล์มรณะ " ทั้ง 14 ประการ

เก็บข้อมูลดี ๆมาฝากครับ จาก นพ . กฤษดา ศิรามพุช , พบ .( จุฬาฯ )

เซลล์ มะเร็ง เป็นคล้ายสัตว์กินเนื้อที่ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการแตกรากออกไปดูดกินสารอาหาร จากในร่างกาย จนทำให้ผ่ายผอมและกลายเป็นรังมะเร็งในที่สุด แต่ถ้า ท่านยังไม่อยากสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในกายประเภทสวนลอยแห่งมะเร็งไว้แข่งกับ บาบิโลน ก็ขอให้เลี่ยงวิถีที่จะเปลี่ยนกายให้เป็นแม่เหล็กดูด มะเร็งชั้นดี ขอให้เลี่ยงพฤติกรรมที่มะเร็งโปรดทั้งหลายต่อไปนี้ ครับ

1) นอนดึก ทำำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมา นอกจากนั้นยังจะทำให้เกิดโรคร้ายอื่นได้ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคอ้วน ด้วยว่าเมื่อนอนดึกแล้วมักจะหิวและต้องหาของขบเคี้ยว มากินแก้ปากว่างกัน

2) สูบบุหรี่และขี้เหล้า ทั้ง สองสิ่งนี้ทำให้ปอดและตับทำงานหนัก แม้จะสูบซิการ์ซึ่งมีนิโคตินต่ำกว่าบุหรี่ก็ตามที หรือดื่มเหล้าแบบกลั่นอย่างดีของฝรั่ง แต่ตัวมันเองก็สร้าง " สนิมมะเร็ง " ออกมาไม่น้อย ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็วและตายไวได้จากโรคมะเร็งครับ

3 ) เอาแต่ไขมันเข้าปากและอยากแต่เนื้อแดง ไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็ง ที่จะใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่ มันจะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบไม่เหลือเลือดอัน สมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ตัวเราจึงผอมเอาๆ ตรงข้ามกับมะเร็งกาฝากที่โตไวไม่มีลิมิตชีวิตหดหู่แน ่

4) แฝงด้วยเครียดจัด จนมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นเร็วราวกับน้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น

5) ไวรัสตับอักเสบบีและมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย ดังที่กล่าวไปว่าถ้าภูมิดีก็มีพลังต้านมะเร็งได้ตั้งแต่ในเซลล์แรกที่อุตริ เกิดขึ้นมา ด้วยตามปกติในกายเราก็มีเซลล์แบบมะเร็งนี้เกิดขึ้นมา อยู่เรื่อยๆ ทุกวัน

6) ปล่อยกายให้อ้วน สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย และไขมันตามตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย

7) ล้วนขาดวิตามิน ด้วยวิตามินทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไป ก่อนที่จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา

8) กินของร้อนจัดไป เช่น ซดชาร้อนหรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกบ่อย เมื่ออักเสบเป็นอาจิณก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ม ะเร็งง่ายขึ้น

9) ทำให้คอเลสเตอรอลลดต่ำ พบว่าถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดีครับ มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามาหา

10) ทำกลั้นปัสสาวะ น้ำปัสสาวะเป็นของเสียยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบ ซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่เราก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้

11) ปะทะเค็มจัด พบว่าสิ่งมีชีวิตที่ทานอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะในอาหารจำพวกเนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย

12) ประวัติมะเร็งในครอบครัว มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้ แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่ เต็มใจ เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าป้องกันไว้ดีๆ แล้วบางทีก็ไม่เกิดขึ้นมาครับ

13) ตัวตากแดดบ่อย แสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจจนเครื่องในรวนหมด ครับ เมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัวได้ ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งกลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

14) ไม่ค่อยช่วยใคร ถ้าพูดให้ง่ายเข้าคือ เห็นแก่ตัวและไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้ว เรามักไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเองนัก และเมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้วก็ไม่ค่อยเกิดความ " อยาก " อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอกร้อนใจ หรือถ้าไม่มีเวลาก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบก็ทำให้มี "สารสุข" หลั่งออกมาเสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้วครับ

ด้วยวิถีแห่งการมี "ไลฟสไตล์มรณะ" ทั้ง 14 ประการ ดังที่ได้กล่าวไปก็จะทำให้ได้มะเร็งมาเป็นเจ้าของอย่างง่ายดาย อ่านแล้วอันไหนปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้ก็ควรกระทำนะครับ



ท่าบริหารเอว (2)

อีกท่าที่ชอบโดยอาศัยดัมเบล ก็คือโน้มซ้ายขวาอย่างง่ายๆครับแต่ต้องมีจังหวะ หากทำถูกจะรู้สึกว่าน้ำหนักเน้นตรงเอว อย่างนั้นจะได้ผลครับ

เริ่มด้วยการยืนตรง เท้าห่างกันเท่ากับความกว้างของไหล่ ถือดัมเบลล์น้ำหนักปานกลางด้วยมือซ้าย และเอามือขวาวางไว้หลังศีรษะ จากนั้นเอียงตัวไปด้านซ้าย ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้ เมื่อลงไปต่ำสุดแล้ว ให้ใช้แรงจากเอว (Obliques) ด้านขวา ดึงลำตัวกลับมาที่ตำแหน่งเดิมอย่างช้าๆ แต่อย่าให้เลยแนวดิ่งของร่างกาย (คืออย่าให้เอียงขวาเกินไป) เมื่อบริหารด้วยการเอียงไปด้านซ้าย หลายครั้งจนเอวด้านขวาล้าแล้ว จึงเปลี่ยนมาถือดัมเบลล์ด้วยมือขวาแทน แล้วเอียงตัวลงไปทางด้านขวา เพื่อบริหาร เอวด้านซ้าย

เคล็ดลับ : การบริหารด้วยท่านี้ โดยใช้ดัมเบลล์ที่มีน้ำหนักมาก อาจทำให้เอวของคุณหนาขึ้นได้ ดังนั้น ถ้าคุณมีกล้ามเนื้อบริเวณเอวมากอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหนักมากๆ และการบริหารท่านี้ อาจทำด้วยเคเบิลก็ได้

ท่าบริหารเอว (1)

ใครๆก็อยากมีเอวไม่หนาไป แบบเอวคอดหยั่งกะดาราวัยรุ่นเกาหลีหนะยิ่งดี อิๆ แต่รูปร่างคนต่างกัน งัยก็ดูแลรอบเอวด้วยนะครับ ช่วยเสริมบุคลิกรูปร่างได้ดีเชียว

จังหวะที่ 1 เอาด้านข้างลำตัวทางด้านซ้ายนอนลงบนพื้น ตั้งลำตัวท่อนบนขึ้นมาโดยใช้ข้อศอกซ้ายยันไว้ ขาข้างซ้าแนบไปกับพื้นและงอเอาไว้เพื่อเป็นฐานในการทรงตัว ส่วนขาข้างขวาเหยียดตรงออกไป ปลายนิ้วเท้าข้างขวา ก็เหยียดตรงออกไปเช่นกัน ให้เท้าขวาลอยอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย จัดท่าทางให้ได้ตามภาพในจังหวะที่ 1

จังหวะที่ 2 ค่อยๆยกขาขวาขึ้นไปตรงๆ โดยห้ามหมุนสะโพกขึ้นตาม ยกขึ้นไปอย่างช้าๆ พร้อมกับเริ่มหายใจเข้า จนเมื่อยกขาขวาไปได้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วก็หายใจเข้าเต็มปอดพอดี ตามภาพในจังหวะที่ 2

ค่อยๆผ่อนขาขวาลงมาอย่างช้าๆ พร้อมกับเริ่มหายใจออก จนเมื่อเท้าขวาลงมาถึงจุดต่ำสุด (โดยที่ห้ามเท้าขวาแตะพื้น) ก็จะหายใจออกหมดปอดพอดี นับว่า "1"

บริหารซ้ำตั้งแต่เริ่ม แล้วนับต่อไป ว่า "2" "3" จนครบจำนวนครั้งที่กำหนด เช่น ครบ 15 ครั้ง ก็ให้สลับข้างที่นอน แล้วบริหารเหมือนเดิม โดยสลับเอาขาซ้ายยกขึ้น ส่วนการนับ ก็ให้เริ่มนับ "1" ใหม่ จนครบ "15" เท่ากับขาขวา แล้วจึงถือว่าเป็น 1 เซท พักระหว่างเซท 1 นาที แล้วจึงเริ่มบริหารเซทต่อไปครับ

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

เลือดทายนิสัย

ชีวิตมีรสชาติแบบคุณ A
ชอบโหวกเหวกสนุกสนานในงานปาร์ตี้ กรี๊ดกร๊าดไปตามเรื่อง แต่ต้องเป็นทีมที่มีคนร้อน ๆ นะ ในยามที่พูดคุยในหมู่เพื่อน ๆ คุณ A จะเป็นคนที่เม้าท์เก่งมาก พูดกันได้เป็นชั่วโมงเชียวหละ เรียกว่าเป็นจุดศูนย์กลางในการพูดคุยเลยทีเดียว แต่เมื่อยามที่ทะเลากับชาวบ้าน คุณ A กลับกลายเป็นคนเยือกเย็น สุขุมไม่ชอบเถียงใครให้วุ่น ถ้าไม่พอใจใครจริง ๆ ก็จะใช้แค่สายตาปราม อย่างมากก็จะตำหนินิด ๆ หน่อย ๆ แค่นั้นเอง แต่ถ้าทะเลาะกันแล้วจะหาทางคืนดี บอกได้เลยว่า "ยาก"
เพราะคุณ A นั้นแสนจะเจ้าคิดเจ้าแค้น อย่าพยายามยับยั้งเขา ปล่อยให้เวลาช่วยคลายอารมณ์ลง รอเขาอารมณ์ดีแล้วค่อยง้อ รับรองไม่มีคำว่า สาย

เรื่องราวความรักของคุณ A
เป็นคนขี้ขลาดไม่กล้าที่จะแสดงให้เขารู้ว่าคุณมีใจให้ ส่วนใหญ่จะไม่สามารถสมหวังในความรักได้อย่างรวดเร็ว เพราะมักต้องใช้เวลาพอสมควรในการตัดสินใจ แต่ถ้าอกหัก หรือเสียใจ คุณ A ที่ชอบคิดมากและลืมอะไรได้อยากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็จะเฝ้าครุ่นคิดถึงสาเหตุที่ทำให้เสียใจตลอดเวลา และก็จะไม่สามารถทำใจได้จนกว่าจะยอมรับในเรื่องนั้น ถ้าคุณเป็นห่วง ก็แค่มีคำพูดปลอบใจอันหวานหูอยู่ใกล้ ๆ เขาตลอดเวลาหรือโทรศัพท์หาก็โอเคนะ


คุณ B
จะมีดีก็ตรงคำพูดนี่แหละ เวลาพูดชอบออกท่าทางประกอบทำให้เพื่อนๆ เข้าใจและคล้อยตามไปด้วยเสมอ ชอบยุ่งกับการออกไปข้างนอกเล่นกีฬามากกว่านั่งเล่นอยู่กับบ้านเฉย ๆ มีพลังจะสนุกสุดเหวี่ยงเมื่อได้เคลื่อนไหวร่างกาย ถ้าชวนเขาไปงานวันเกิดไปเที่ยวปิกนิคทำกิจกรรมหละก็ จะตื่นเต้นยินดี๊ ยินดี นอกจากนี้ก็ยังมีนิสัยเด็ก ๆ อยากได้คนมาปกป้องดุแลและเป็นที่ปรึกษา แต่ถ้าเผลอไปทำให้โกรธหรือโมโหขึ้นมา ทางเดียวที่จะหลอกล่อคุณ B ให้อารมณ์ดีขึ้นมาได้ก็คือ การให้ของขวัญ ไม่ต้องไปปลอบใจเขาหรอกไม่จำเป็นเลย ดี ไม่ดีจะไม่ชอบใจเอาเสียด้วยซ้ำ แต่คงไม่ต้องซื้อขนมบ่อยนักหรอกเพราะคุณ B เป็นคนโกรธยากหรือถ้าโกรธ ก็โกรธได้ไม่นานก็ลืม แต่ถ้าใครโดนโกรธนี่ต้องพิจารณาตัวเองใหม่แล้วหละว่าแย่เกินไปรึเปล่า

เรื่องราวของความรักของคุณ B
หากสนใจใคร ก็มักคิดหาวิธีในการเชื่อมสัมพันธ์กับเขาได้อย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งการไม่คำนึงถึงสภาพการณ์จะทำให้เกิดภาพพจน์ที่ไม่ดีในสายตาคนอื่น ในบางเวลาก็เป็นคนที่มีอารมณ์ร้อน หากคิดจะทำอะไรแล้วก็จะทำทันทีโดยไม่ยั้งคิดแต่เมื่อคิดได้ก็มักสายเกินแก้จนต้องเสียใจภาพหลัง และอาจจะเป็นเรื่องที่จะทำให้รู้สึกเสียใจไปตลอด

คุณ AB
เป็นคนประเภทพูดน้อยต่อยหนัก เกลียดที่จะกรี๊ดกร๊าดไร้สาระแต่ชอบร้องเพลง อย่าให้ได้จับไมค์เชียวนะเป็นร้องไม่หยุด ไล่ไม่เลิกเลยทีเดียว เวลาจะทำอะไรต้องมีเหตุมีผลเสมอ กับเพื่อน ๆ ก็ชอบเป็นฝ่ายฟังเสียมากกว่าทุกคนจึงชอบพูดคุยถึงปัญหาต่าง ๆ ให้ฟังอยู่เรื่อย แต่บางทีการที่วิจารณ์คนอื่นตรงไปตรงมาก็อาจทำให้คนอื่น ๆ ไม่ชอบใจก็เป็นได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะคุณ AB ไม่ชอบทะเลาะกับใครนักหรอกส่วนมากถ้ามีเรื่องกันก็ไม่ใช่คุณ AB ที่เป็นฝ่ายก่อเรื่องก่อนความใจเย็นที่เป็นนิสัยประจำตัว จะทำให้ระงับสติอารมณ์ได้มากเมื่อต้องวีนกับใคร

เรื่องราวของความรักของคุณ AB
คนอื่นจะเป็นฝ่ายเข้ามาหาเองมากกว่า คุณ AB จึงมักถูกตามตื๊อของความรักมากมายจนน่าอิจฉา แต่เมื่อยามต้องอกหักเสียใจก็จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ค่อยแสดงอาการเสียใจออกมาให้เห็น ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะจับความรู้สึกของคุณ AB เวลาที่เขาเศร้า ก็ชอบที่จะเศร้าเงียบ ๆ คนเดียว ยิ้มให้เขาแค่นั้นก็พอ

คุณ O
นั้น เบิกบานกับการพูดคุยจุ๊กจิ๊ก และจะรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ตัวเองสนุกได้ นั่นคือความสนุกสนานที่ได้พูดคุย ทำให้คนอื่นร่าเริงแม้ว่าตอนนั้นสถานการณ์จะไม่ใครดี ก็สามารถกู้สถานการณ์ด้วยการพูดคุยจ๊อกแจ๊กไปตามประสา ชอบเป็นจุดเด่น ถ้ามีคนสนใจล่ะก็ถึงไหนถึงกันสิแต่ถ้าใครทำเป็นว่าไม่สนใจ ก็จะอารมณ์บ่จอยขึ้นมาทันที ถ้าเถียงกับใครล่ะก็ไม่มียอมง่าย ๆ หรอกนอกจากจะแพ้ชนะกันไปข้างหนึ่ง เป็นคนน่ากลัวเมื่อถูกทำให้โกรธ แต่ถ้ารู้ว่าสาเหตุคืออะไรก็จะหายทันที การอธิบายอย่างมีเหตุผลเป็นจุดสำคัญสำหรับคุณ O มาก

เรื่องราวของความรักของคุณ O
เนื่องจากเป็นคนมีนิสัยตรงไปตรงมา รักใครแล้วคุณก็จะแสดงออกเปิดเผยกับเขาตรง ๆ เชื่อมสัมพันธ์กับเขาทันที เป็นความรักที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งก็ควรคำนึงถึงจิตใจเขาด้วยว่าเขาคิดกับคุณในแบบที่คุณคิดหรือเปล่า แต่ถ้าอกหักหรือเสียใจมาก ก็สามารถทำใจได้อย่างรวดเร็วและลืมไปได้ในเวลารวดเร็ว เพราะเป็นคนไม่ชอบคุ่นคิดในเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ เรื่องที่ทำให้เสียใจ ถ้าคุณเป็นเพื่อนกับคุณ O ก็ควรนั่งลงข้าง ๆ กุมมือเขาไว้ ฟังเขาระบายความขมขื่น พร้อมกับพูดว่า "ฉันเข้าใจความ รู้สึกของเธอดีจ้ะ"

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

Healthy Protein Mix for Exercize

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่เล่นเวทคงมีทานเวย์หรือโปรตีนเชค (Protein Shake) กันบ้างหละครับ ยิ่งหากเป็นคนผอมหรือ high metabolism เผาผลานเก่งก็คงยากที่จะออกกำลังสร้างกล้ามให้โตได้ง่าย บางคนที่เห็นตัวโตเป็นปูนี่คงอาศัยอาหารเสริมอย่างอื่นแน่ๆครับ ส่วนตัวผมว่าหากไม่ได้หวังไปแข่ง body building หรือต้องเป็นนายแบบเกี่ยวกับอุปกรณ์กีฬาประเภทเล่นกล้ามหละก็ ทานเวย์และอาหารที่มีโปรตีนสูงก็เพียงพอแล้วครับ จะได้ประหยัดกันหน่อย ส่วนว่าจะทานเยอะน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่คนครับ...

1) สูตรหนักเพื่อปั๊มตัวให้บวมใหญ่อย่างรวดเร็ว
จะใช้สูตรนี้หากละเลยออกเล่นเวทนานเป็น 4-5 วันหรือเป็นอาทิตย์ครับ ต้องการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้เร็ว นอกจากต้องออกกำลังกายให้กลับมาฟิตเหมือนเดิมพอเหมาะแล้ว ต้องเสริมกล้ามเนื้อด้วยมิเช่นนั้นจะกล้ายเป็นแฟบ..ดูผอมไป สูตร shake ที่ใช้คือตักเวย์ประมาณ 30-40 g. ผสมกับนมพร่องมันเนยหรือนมถั่วเหลือง 1 กล่อง (220-250 ml) เนื่องจากไม่ชอบทานนมรสจืดเลยเลือกเวย์รสชอกโกแลตครับ โดยคร่าวๆก็คือ เวย์ 2-3 ช้อนโต๊ะ + นมถั่วเหลือง 1 กล่อง จากนั้นก็ออกกำลังกายแบบนี้ติดต่อกัน 3 วัน ชัวร์ครับ หุ่นกลับมาฟิตเหมือนเดิม!

2) สูตรปกติช่วงร่างกายฟื้นตัวแล้ว
หากเริ่มออกกำลังหนักมาแล้วสักพักและรู้สึกว่าฟิตเหมือนเดิมหรือว่าตัวบวมพอแล้วก็จะเบาๆเรื่องอาหารเสริมครับ ให้จำไว้ว่าทานเวย์หรือโปรตีนเยอะไปไม่ดีต่อไต (กรดยูริก) สูตรที่สองนี้จะใช้ช่วงที่ maintain ร่างกายให้คงขนาดพอเหมาะกับการออกกำลังกายของเรา โดยคร่าวๆก็คือ เวย์ 1-2 ช้อนโต๊ะ + โปรตีนสุขภาพ 1 ช้อนโต๊ะ + นมถั่วเหลือง 1 กล่อง ผมลดปริมาณเวย์และทดแทนด้วยโปรตีนของ Herbal Life ที่เป็นโปรตีนสุขภาพครับ นอกจากได้ปริมาณโปรตีนที่พอเหมาะกะช่วง maintain แล้วยังได้เรื่องสุขภาพอีกด้วย!

3) สูตรชิวๆช่วงออกกำลังกายน้อยแต่ไม่อยากตัวแฟบ
ก็คงมีบ้างหละครับที่เกิดอารมณ์ขี้เกียจ ล้า ออกกำลังไม่ครบเซ็ต ขี้โกงตัวเองบ้าง ไม่ซีเรียสครับ แต่ยังงัยก็ควรออกอย่างสม่ำเสมอ ปกติผมจะออกติดต่อกัน 2-3 วัน พัก 1 วัน แล้วออกใหม่อีก 2-3 วันครับ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาพักผ่อนบ้าง กล้ามเนื้อจะได้ไม่ล้าจนเกินไป หากวันไหนออกน้อยก็จะไม่ทาน shake เยอะไปเพราะจะกลายเป็นพลังงานส่วนเกินได้..แต่ยังต้องทานนะ สูตรที่สามที่ใช้ในวันที่ออกกำลังกายไม่เยอะครับ เวย์ 1 ช้อนโต๊ะ + โปรตีนสุขภาพ 1 ช้อนโต๊ะ + นมถั่วเหลืองครึ่งกล่อง (หรือเปลี่ยนเป็นน้ำส้มธรรมดาก็ได้ครับ)

ว่าแล้วสูตรใครก็สูตรมันครับ บางคนอาจต้องการโปรตีนไปโด๊ปมากกว่านี้ก็ปรับปริมาณเวย์ได้เลยคับ! หากอยากลองซื้อมาทดลอง (แบบแบ่งขาย)..เชิญที่นี่สิคับ

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

ดื่มน้ำเป็นกันหรือเปล่า


คนไทยส่วนใหญ่ทำผิดมากที่สุดคือ เรื่องของการดื่มน้ำนี่แหละ
ลองทำแบบทดสอบกันสักนิดก่อนอ่านต่อดีไหม

1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่
2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว

3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น
4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว
ดื่มก่อนนอน เป็นต้น

5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น

เราเฉลยกันไปทีละข้อๆพร้อมอธิบายละกันครับ พร้อมที่จะรู้ความผิดของตัวเองหรือยัง


ข้อหนึ่ง

นั้น เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ทุกอย่างต่างมีคุณและมีโทษ ต้องหาจุดสมดุลของมัน
น้ำดื่มมากเกินไปกลับไม่ดีเสียอีก เดี๋ยวผมจะมีสูตรให้คำนวณว่าวันหนึ่งเพื่อนๆควรดื่มน้ำแค่ไหน

ข้อสอง

คิดว่าทุกคนคงเคยเรียนกันมาอยู่แล้วว่าคนเราวันหนึ่งควรทานน้ำวันละ 8-10 แก้ว
ว่าแต่ทำได้อย่างที่เรียนมาหรือเปล่า ผมจะอธิบายให้ฟังว่า น้ำในร่างกายของเรามีที่มาที่ไปอย่างไรก่อน น้ำที่เข้าสู่ร่างกายเรามาจากน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปเป็นหลัก ส่วนน้ำจะออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และทางลมหายใจ แต่ป้สสาวะเป็นเส้นทางหลัก คนเราจำเป็นต้องปัสสาวะออกจากร่างกาย อย่างน้อย 500 มิลลิลิตรต่อวัน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด นอกจากนี้ อีกสามทางที่เหลือโดยเฉลี่ยก็จำเป็นต้องใช้น้ำอีกราว 1000 มิลลิลิตร หรือ 1 ลิตร ต่อวัน

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนเราจึงต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่ออกจากร่างกายทุกวันราว1,500 มล. หรือ 7-8 แก้ว แก้วละ 200 มล. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน
ผมเลยมีสูตรมาให้คิดกันคร่าวๆว่าวันหนึ่งเราต้องทานน้ำปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
สูตรคือ
น้ำหนักตัว(กก.) x 2.2 x 30) / 2 หน่วยที่ได้ออกมาเป็นมิลลิลิตรครับ เช่น หนัก 60 กก. เอาเข้าแทนค่าก็จะได้ควรดื่มน้ำ (60 x 2.2 x 30) หาร 2 = 1980 มล. หรือประมาณ 10 แก้วต่อวัน ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่านี้ เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะเดินไม่สะดวก ร่างกายก็จะทั้งขับของเสียยาก ขณะเดียวกันสารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวกนี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย บางคนบอกว่าประจำเดือนมาน้อยหรือไม่มา มาเป็นลิ่มเลือด สีเข้ม หนืด ปวดประจำเดือนก็แหงละครับ น้ำไม่กินจะเอาที่ไหนไปสร้างเลือดละ แต่ถ้าทานน้ำมากกว่านี้ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายอีกเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องพอดีๆ

ข้อสาม

อย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่อาการขี้หนาวนะครับว่าน้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะและลำไส้
ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆครับ ทานน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้
แต่ก่อนผมไม่รู้จุดนี้ก็ทานกันไป โดยเฉพาะไทยเป็นเมืองร้อน ทุกที่ต้องเสริฟน้ำเย็น เสริฟน้ำแข็งกันเป็นกระติก ๆ กินกันจนเป็นเรื่องธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็เฉย ๆ แต่พอตอนนี้ เห็นแล้วกลัวไปเลย ที่บ้านตอนนี้ไม่ทานน้ำแข็งกันแล้ว

ข้อสี่

ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนกัน ที่บอกให้ดื่มวันละ 8-10 แก้ว
เนี่ยจะแบ่งกินช่วงไหนระหว่างวันบ้างละ ไหนใครที่ชอบทานข้าวไปจิบน้ำไปบ้างประมาณว่ากินข้าวเสร็จ หมดน้ำไปสองแก้ว ยกมือขึ้น ข้อนี้ผมจัดเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลย เป็นการกินน้ำที่ผิดที่สุด

คนเรามักทำอะไรเพลินเสียจนลืมทานน้ำ พอถึงเวลาว่างซึ่งมักจะเป็นเวลาทานข้าว
เขาบอกว่าให้ทานน้ำเยอะก็ทานรวดเดียวไปเลย ผิด ผิด ผิด ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลย เพราะช่วงเวลาที่ทานข้าวนั้นร่างกายจำเป็นต้องอาศัยน้ำย่อยในการย่อยอาหาร เมื่อคุณกินน้ำเข้าไปเยอะๆแล้ว น้ำย่อยก็จะเจือจาง ก็เข้าสู่ระบบเดียวกับการกินของเย็น คืออาหารไม่ย่อยหมักหมม พิษถูกดูดเข้าเส้นเลือด เพราะฉะนั้นที่คุณควรทำคือ ตอนเช้าตื่นมาดื่มน้ำก่อนเลย 2-5 แก้ว เพื่อเป็นการขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะที่ให้ดื่มทันทีเพื่อให้มีระยะเวลาห่างจากอาหารเช้าพอสมควรก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างทานอาหารและหลังอาหาร 40 นาที ทานน้ำได้ไม่เกินครึ่งแก้ว ในที่นี้หมายรวมถึงซุป น้ำแกง และของเหลวทุกประเภทนะ และอย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 2-3 อึก แต่จิบถี่ๆ หาขวดน้ำแก้วน้ำมาวางไว้ข้างตัว จิบไปทั้งวันครับ

ถ้ากินน้ำครั้งละมาก ๆ ผลก็คือ ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึม
ก็ไหลรวดเดียวปัสสาวะออกไปหมดแล้ว อย่างนี้ดื่มน้ำมากแค่ไหนก็ยังหิวน้ำครับ เหมือนน้ำป่ามาครั้งเดียวทะลักล้นเขื่อนออกไปหมดแล้วจะเอาอะไรกักเก็บไว้ในเขื่อนละ เหมือนทำยาก แต่จริง ๆ แล้วพอเริ่มทำมันก็ไม่ยากอะไร ผมแต่ก่อนทานน้ำ 2-3 แก้วพร้อมทานข้าว ด้วยเหตุผลสารพัดที่เข้าใจผิด เช่น ควรกินข้าวพออิ่มและทานน้ำเพื่อให้อิ่มจริง หรือกินล้างปากสักหน่อย (กินกันเป็นแก้ว ล้างปากเนี่ยนะ) หรือต้องสั่งชอคโกแลตปั่นใส่วิปครีมมากิน กินแล้วหวานมันเย็นอร่อยแต่ส่งผลเสียต่อกระเพาะโดยไม่รู้ตัว เบียร์ก็อีกตัวครับ สังสรรค์กันทีกินเข้าไปสิกี่ขวดว่ากันไป ทุกวันนี้เลิกครับได้ข้อดีอีกอย่างคือไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะมันควรกินแกล้มอาหารเลยได้เลิกเหล้าเลิกเบียร์กันไปแต่ก่อนหลังทานข้าวเสร็จผมจะเรอตลอด ท้องอืดมาก ก็งง หรือว่าเรากินเยอะไป แต่บางทีกินไม่เยอะก็เรอตลอด เสียบุคลิกมาก พอมารู้ตรงนี้ถึงได้ถึงบางอ้อ กินน้ำเยอะอย่างนี้แล้วอาหารจะย่อยยังไงมันก็เลยเกิดลมเกิดแก๊สซิ พอเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำใหม่ อาการเหล่านี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้หลังอาหารยังไม่ควรทานผลไม้ล้างปากทันทีอีกด้วย ครับ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทั้งหลายเช่น ส้ม แก้วมังกร สาลี่ แตงโม เป็นต้น
มีสองเหตุผล
เหตุผลที่หนึ่ง
เพราะว่าผลไม้จะย่อยเร็วกว่าอาหาร อาหารยังย่อยไม่เสร็จ ผลไม้ก็ค้างเติ่งอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เหล่านี้ไม่ได้ พอไปถึงลำไส้ถึงคิวที่มันจะได้ดูดซึมมันก็เน่าเสียไปหมดแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าจะทานผลไม้ควรทานก่อนหรือหลังอาหารสัก 1-2 ชม. ขณะท้องว่างเพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมวิตามิน
สารอาหารและไม่รบกวนระบบการย่อยอาหารด้วย

เหตุผลที่สอง

คือ น้ำย่อยในกระเพาะถือว่าเป็นธาตุไฟ ถ้าทานผลไม้ฤทธิ์เย็นเข้าไป
ก็จะส่งผลให้อาหารย่อยไม่ดี เกิดวงจรอุบาทว์ดังเช่นข้างบนอีกเหมือนกัน

มาถึงข้อสุดท้ายแล้ว
เป็นไงบ้างครับ คอตกรับผิดกันเป็นแถวเชียว ยังครับมารับรู้ความผิดของตัวเองกันในข้อนี้ต่อทานน้ำอะไรกันครับ บางคนชอบทานน้ำอัดลมมาก ดื่มทุกวัน ไตก็ต้องทำงานกรองน้ำให้สะอาดหนักกว่าเดิม
เครื่องกรองน้ำยี่ห้อแอมเวย์สามารถกรองโค้กให้กลายเป็นน้ำเปล่าได้ แต่อายุการใช้งานไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนหัวกรอง
ทว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนไตได้ ถ้ายังอยากให้ไตอยู่คู่กับเรานานๆแล้ว
คุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร อีกอย่างน้ำอัดลมน้ำเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี ใส่น้ำตาลจำนวนมาก กินเข้าไปมีแต่ผลเสีย ยิ่งอัดแก๊สอีก กินเข็าไปท็องก็อืด การย่อยอาหารก็ไม่ดี เสียเงินไปทำร้ายร่างกายตัวเองเปล่าๆ

พวกชาพร้อมดื่มบรรจุขวดก็เหมือนกันไม่มีอะไรนอกจากน้ำตาลและคาเฟอีนปริมาณมากผสมน้ำนำมาขายแต่ถ้าเป็นชาจีนร้อนๆชงจากกาก็ควรจะเว้น
ระยะหลังอาหารสักครึ่ง ชม. เพราะชามีฤทธิ์เย็น ทำให้อาหารไม่ย่อย รวมทั้งยังส่งผลต่อร่างกายในการดูดซึมธาตุเหล็กและโปรตีนอีกด้วย กาแฟก็ไม่ควรทานอย่างที่เคยพูดไว้ บางคนเถียงข้างๆคูๆ

"กาแฟหอมนะหมอ" หอม..ไม่เถียง แต่มันไม่ดี เดี๋ยวไอเดียบรรเจิดไม่เป็น หมอแล้ว ผลิตยาดมรสกาแฟดีกว่า ท่าจะรุ่งครบห้าข้อแล้ว โอย เหนื่อย เอนทรี่นี้ยาวเป็นบ้า แต่ก็จำเป็นต้องเขียน เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน 555 ว่าไปนั่น ที่เขียนมาให้อ่านนี้เพราะหวังดีจริงๆ อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อจะได้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บ
อย่างที่บอก หมอไม่อยากรักษาคนไข้หรอก และหมอที่ดีที่สุดคือตัวคนไข้เอง เพราะพวกผมไม่มีทางอยู่กับคุณได้ตลอด ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนานสุขภาพที่ดีไม่ใช่ว่าป่วยแล้วไปหาหมอ ได้ยามาทานแล้วหาย แต่เป็นหน้าที่ของตัวคุณเองที่ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง

ขอให้พวกเราชนะโดยไม่จำเป็นต้องออกกระบวนท่าครับ....

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

ออกกำลังกายเวลาไหนดี?

ใครว่าออกกำลังกายช่วงไหนของวันไม่สำคัญ ลองมาดูจุดประสงค์และความข้องเกี่ยวกับช่วงวันกันครับ

1. ออกกำลังเพื่อลดน้ำหนัก

ถ้าออกกำลังเพื่อ พิฆาตความอ้วน เวลาเช้าๆ นี่ล่ะเหมาะที่สุด เพราะเป็นเวลาที่ร่างกายจะนำคาร์โบไฮเดรต จากอาหารมื้อเย็นของเมื่อวานมาใช้เป็นพลังงาน จึงสลายไขมันและเผาผลาญแคลอรีได้ดีกว่าการออกกำลังกายในตอนเย็นเยอะ

2. ออกกำลังเพื่อฟิตกล้ามเนื้อ

สงสัยหนุ่มๆ คงชอบทำข้อนี้มากกว่าสาวๆ เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการฟิตกล้ามคือเวลาในช่วงบ่ายเพราะมี ผลการวิจัยบอกว่า กล้ามเนื้อของเราจะพร้อมและใช้งานได้ดีที่สุดตั้งแต่เวลาเที่ยงเป็นต้นไป ส่วนช่วงเช้า กล้ามเนื้อจะยังตื่นตัวไม่เต็มที่นัก

3. ออกกำลังเพื่อผ่อนคลาย

ถ้าอยากออกแรงเพื่อสลายความเครียด ขอแนะนำให้ไปอัพแอนด์ดาวน์เอาตอนบ่ายๆ หรือจะเย็นไปเลยก็ได้ เพราะการออกกำลังกายช่วงนี้จะทำให้หลับสบายในตอน กลางคืน แต่ถ้าไปออกแรงหนักๆ อย่างนี้ในตอนเช้า เดี๋ยวไปง่วงนอนตอนบ่ายแล้วเจ้านายค้อนเอาไม่รู้ด้วย

4. ออกกำลังเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์

ก็เป็นเวลาเช้าอยู่แล้ว เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าเวลานี้เป็นช่วงที่อากาศแจ่มใสที่สุดของวัน การออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้สมองและร่างกายทุกส่วนรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก
Source: Sarinclinic.com